ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าท่วมท้นโซเชียลมีเดีย การกลั่นกรองและคัดสรรข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร เทรนด์ใหม่ๆ หรือแม้แต่ความรู้ต่างๆ ที่เราพบเจอ การรู้จักเลือกรับข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะช่วยให้เราก้าวทันโลกและพัฒนาตนเองได้อย่างไม่หยุดนิ่ง ประสบการณ์ตรงจากการใช้โซเชียลมีเดียมาหลายปีสอนให้รู้ว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่เห็นจะเชื่อได้เสมอไป การตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ลองนึกภาพว่าถ้าเราแชร์ข่าวปลอมออกไป จะเกิดผลเสียต่อสังคมมากขนาดไหน?
นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมการคัดกรองข้อมูลจึงสำคัญมากขนาดนี้อนาคตของการคัดกรองข้อมูลบนโซเชียลมีเดียอาจจะก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและเตือนผู้ใช้เมื่อพบข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ เราอาจจะได้เห็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และส่งเสริมการคิดวิเคราะห์มากขึ้น เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกคนเอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เรามาเจาะลึกเรื่องการคัดกรองข้อมูลบนโซเชียลมีเดียกันให้ละเอียดกว่าเดิมในบทความด้านล่างนี้กันเลยครับ!
เคล็ดลับการแยกแยะ “เรื่องจริง” จาก “เรื่องกุ” บนโลกโซเชียล
1. ตั้งสติก่อนสตาร์ท: อย่าเพิ่งรีบเชื่อ อย่าเพิ่งรีบแชร์
การที่เราเห็นข่าวหรือข้อมูลอะไรก็ตามที่ดูน่าสนใจ หรือกระตุ้นอารมณ์มากๆ บนโซเชียลมีเดีย สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การรีบแชร์ต่อ แต่เป็นการ “ตั้งสติ” ครับ! ลองคิดทบทวนดูสักนิดว่าข้อมูลนี้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เนื้อหามีเหตุผลสมควรหรือไม่ เพราะบางครั้งข่าวปลอมก็ถูกสร้างขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือมากๆ เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น สร้างความตื่นตระหนก หรือโจมตีบุคคลอื่น ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์อะไรออกไป ต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ
2. เช็กแหล่งที่มา: ใครเป็นคนบอก? น่าเชื่อถือแค่ไหน?

แหล่งที่มาของข้อมูลสำคัญมากๆ ครับ ลองดูว่าข่าวหรือข้อมูลนั้นมาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือมาจากเพจที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ถ้าเป็นข้อมูลจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ก็ลองถามเขาดูว่าได้ข้อมูลนี้มาจากไหน ใครเป็นคนบอกต่อๆ กันมา เพราะบางครั้งข้อมูลที่ถูกส่งต่อกันมาหลายทอดก็อาจจะบิดเบือนไปจากความจริงได้ นอกจากนี้ ลองสังเกตดูว่าเว็บไซต์หรือเพจนั้นมีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจนหรือไม่ มีบรรณาธิการหรือทีมงานที่รับผิดชอบหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย ก็อาจจะไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่ครับ
3. อ่านให้ละเอียด: อย่าดูแค่พาดหัว อย่าเชื่อแค่รูปภาพ
หลายครั้งที่เราเห็นแค่พาดหัวข่าว หรือรูปภาพที่ดูน่าตกใจ แล้วก็รีบเชื่อ รีบแชร์กันไปเลย แต่จริงๆ แล้วเราควรอ่านเนื้อหาข่าวให้ละเอียดก่อนครับ เพราะบางทีพาดหัวอาจจะทำให้เข้าใจผิด หรือรูปภาพอาจจะถูกตัดต่อมาก็ได้ ลองอ่านเนื้อหาข่าวทั้งหมดอย่างละเอียด แล้วพิจารณาดูว่าเนื้อหาสอดคล้องกับพาดหัวหรือไม่ มีข้อมูลอะไรที่ขัดแย้งกันหรือไม่ นอกจากนี้ ลองสังเกตดูว่ามีแหล่งข่าวอื่นๆ ที่รายงานเรื่องเดียวกันหรือไม่ ถ้ามีหลายแหล่งข่าวที่รายงานเรื่องเดียวกัน ก็อาจจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ
จับโป๊ะ! สัญญาณเตือนภัย ข้อมูลนี้ “มีพิรุธ” นะ!
1. ภาษาแปลกๆ: สะกดผิดเยอะ ใช้คำเกินจริง
ข่าวปลอม หรือข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ มักจะมีภาษาที่แปลกๆ ครับ อาจจะมีคำผิดเยอะ ใช้คำที่เกินจริง หรือใช้ภาษาที่กระตุ้นอารมณ์มากเกินไป ลองสังเกตดูว่าภาษาที่ใช้ดูเป็นธรรมชาติหรือไม่ มีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์หรือไม่ เพราะถ้ามีข้อผิดพลาดเยอะ ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าข้อมูลนั้นไม่น่าเชื่อถือครับ
2. เว็บไซต์ปลอม: ชื่อคล้ายๆ ของจริง แต่ไม่ใช่!
บางครั้งผู้สร้างข่าวปลอมจะสร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นมา โดยใช้ชื่อที่คล้ายกับเว็บไซต์ข่าวจริง เพื่อหลอกให้คนเชื่อว่าเป็นข่าวจริง ลองสังเกตดู URL ของเว็บไซต์ให้ดีๆ ครับ ว่าถูกต้องหรือไม่ มีตัวอักษรผิดแปลกไปหรือไม่ นอกจากนี้ ลองดูว่าเว็บไซต์นั้นมีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจนหรือไม่ มีนโยบายความเป็นส่วนตัวหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย ก็อาจจะไม่น่าไว้วางใจครับ
3. ข้อมูลขัดแย้ง: ไม่ตรงกับแหล่งข่าวอื่น หรือข้อมูลที่เคยรู้
ถ้าข้อมูลที่เราเห็นขัดแย้งกับแหล่งข่าวอื่นๆ หรือข้อมูลที่เราเคยรู้ ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าข้อมูลนั้นไม่ถูกต้องครับ ลองตรวจสอบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง แล้วเปรียบเทียบกันดู ถ้าข้อมูลจากหลายๆ แหล่งตรงกัน ก็อาจจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าข้อมูลขัดแย้งกัน ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ
เครื่องมือช่วยชีวิต! เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น ตรวจสอบข่าวปลอม
1. สื่อ Fact-Checking: เว็บไซต์ตรวจสอบความจริง
* ไทยแฟ็กต์ (Thai Fact): เว็บไซต์ตรวจสอบข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนในประเทศไทย
* โคแฟ็กต์ (Cofact): แพลตฟอร์มตรวจสอบข่าวปลอมโดยอาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญ
2. Google Fact Check Explorer: ค้นหาข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริง
Google Fact Check Explorer เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราค้นหาข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่งทั่วโลกได้ง่ายๆ เพียงแค่พิมพ์คำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับข่าวหรือข้อมูลที่เราต้องการตรวจสอบ ระบบก็จะแสดงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งต่างๆ ให้เราได้อ่านและเปรียบเทียบกัน
3. CrowdTangle: เครื่องมือตรวจสอบข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย
CrowdTangle เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียได้ โดยสามารถใช้ตรวจสอบว่าข่าวหรือข้อมูลใดกำลังเป็นที่นิยม และมาจากแหล่งใดบ้าง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ตรวจสอบว่าข่าวหรือข้อมูลใดถูกแชร์โดยบัญชีผู้ใช้ปลอม หรือบัญชีที่สร้างขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
รู้ไว้ใช่ว่า! กฎหมาย PDPA กับการแชร์ข้อมูลบนโซเชียล
1. PDPA คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับการแชร์ข้อมูล?
PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดา ดังนั้น การแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นบนโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้รับความยินยอม อาจจะผิดกฎหมาย PDPA ได้
2. ข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล”?
ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล รูปถ่าย หรือข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้
3. แชร์อะไรได้ แชร์อะไรไม่ได้? ต้องระวังอะไรบ้าง?
* แชร์ได้: ข้อมูลทั่วไปที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เช่น ข่าวสาร บทความ ความรู้ต่างๆ
* แชร์ไม่ได้: ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น โดยไม่ได้รับความยินยอม เช่น รูปถ่าย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลทางการแพทย์ ข้อมูลทางการเงิน
* ต้องระวัง: การแชร์ข้อมูลที่อาจจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย เช่น ข่าวปลอม ข้อมูลที่เป็นเท็จ ข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
สร้างภูมิคุ้มกัน! พัฒนาตัวเองให้เป็นนักคัดกรองข้อมูลมืออาชีพ
1. เรียนรู้หลักการคิดวิเคราะห์: แยกแยะ “ข้อเท็จจริง” จาก “ความคิดเห็น”
การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญในการคัดกรองข้อมูล เพราะจะช่วยให้เราแยกแยะ “ข้อเท็จจริง” จาก “ความคิดเห็น” ได้ ข้อเท็จจริงคือสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ส่วนความคิดเห็นคือความเชื่อหรือทัศนคติส่วนตัว ดังนั้น เราต้องพิจารณาว่าข้อมูลที่เราได้รับเป็นข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็น แล้วประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้น
2. ตามข่าวอย่างสม่ำเสมอ: รู้ทันสถานการณ์ ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม
การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เรารู้ทันสถานการณ์ และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม เพราะเมื่อเรามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เราก็จะสามารถแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่าข้อมูลใดเป็นจริง ข้อมูลใดเป็นเท็จ
3. เปิดใจรับฟังความเห็นต่าง: อย่าด่วนตัดสิน อย่าปิดกั้นตัวเอง
การเปิดใจรับฟังความเห็นต่างเป็นสิ่งสำคัญในการคัดกรองข้อมูล เพราะจะช่วยให้เราเห็นมุมมองที่หลากหลาย และไม่ด่วนตัดสินข้อมูลใดๆ เพียงเพราะขัดแย้งกับความเชื่อของเรา เราควรพิจารณาข้อมูลจากหลายๆ มุม แล้วประเมินอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลนั้น
ตารางสรุป: เทคนิคการคัดกรองข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ฉบับเข้าใจง่าย
| เทคนิค | รายละเอียด | ข้อควรจำ |
|---|---|---|
| ตั้งสติก่อนสตาร์ท | อย่าเพิ่งรีบเชื่อ อย่าเพิ่งรีบแชร์ | คิดทบทวนก่อนเสมอ |
| เช็กแหล่งที่มา | ใครเป็นคนบอก? น่าเชื่อถือแค่ไหน? | ตรวจสอบแหล่งข่าวเสมอ |
| อ่านให้ละเอียด | อย่าดูแค่พาดหัว อย่าเชื่อแค่รูปภาพ | อ่านเนื้อหาข่าวทั้งหมด |
| จับโป๊ะ! สัญญาณเตือนภัย | ภาษาแปลกๆ, เว็บไซต์ปลอม, ข้อมูลขัดแย้ง | สังเกตความผิดปกติ |
| ใช้เครื่องมือช่วยชีวิต | เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น ตรวจสอบข่าวปลอม | ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ |
โซเชียลมีเดียยุคใหม่: สร้างสรรค์สังคมออนไลน์ที่ “ฉลาดรู้” ไปด้วยกัน
1. แชร์ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ: ไม่สร้าง ไม่แชร์ ข่าวปลอม
การแชร์ข้อมูลอย่างรับผิดชอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมออนไลน์ที่ “ฉลาดรู้” เราต้องไม่สร้าง ไม่แชร์ ข่าวปลอม หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อสังคม
2. สนับสนุนสื่อคุณภาพ: ให้กำลังใจนักข่าวที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
การสนับสนุนสื่อคุณภาพเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ “ฉลาดรู้” เราควรให้กำลังใจนักข่าวที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
3. ร่วมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้: แลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันประสบการณ์
การร่วมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะการคัดกรองข้อมูล เราควรถามคำถาม แลกเปลี่ยนความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์กับผู้อื่น เพื่อเรียนรู้จากกันและกันหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ อย่าลืมนำเทคนิคที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการคัดกรองข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกคนครับ!
การนำเสนอข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบและการสร้างสังคมออนไลน์ที่ฉลาดรู้เป็นหน้าที่ของทุกคน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกท่านสามารถคัดกรองข้อมูลบนโลกโซเชียลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
บทสรุปส่งท้าย
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านในการแยกแยะข่าวจริงจากข่าวปลอมบนโลกโซเชียลนะครับ การมีสติ การตรวจสอบ และการเรียนรู้ที่จะคิดวิเคราะห์ จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย
อย่าลืมว่าการแชร์ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นความจริงหรือไม่ ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะแชร์ต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาด และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ครับ
ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม
1. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สDE): หน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
2. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย: แหล่งข้อมูลและช่องทางในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับข่าวปลอม รวมถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวต่างๆ
3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES): หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลและกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์
4. Thailand National CERT (ThaiCERT): ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์
5. Anti-Fake News Center Thailand: ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวสารต่างๆ ในประเทศไทย
สรุปประเด็นสำคัญ
– ตรวจสอบแหล่งที่มา: ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจะช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
– อ่านเนื้อหาอย่างละเอียด: อย่าเพิ่งด่วนสรุปจากพาดหัวหรือรูปภาพ ต้องอ่านเนื้อหาข่าวอย่างละเอียดก่อน
– สังเกตภาษาที่ใช้: ข่าวปลอมมักมีภาษาที่ผิดปกติ ใช้คำที่เกินจริง หรือสะกดผิด
– ใช้เครื่องมือตรวจสอบ: มีเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นมากมายที่ช่วยตรวจสอบข่าวปลอม
– แชร์อย่างมีความรับผิดชอบ: หากไม่แน่ใจว่าข้อมูลเป็นความจริงหรือไม่ อย่าแชร์ต่อ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: จะรู้ได้อย่างไรว่าข่าวที่แชร์ใน Facebook เป็นข่าวจริง?
ตอบ: ลองสังเกตหลายๆ อย่างค่ะ อย่างแรก ดูว่ามาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือเปล่า ถ้าเป็นสำนักข่าวที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ ลองเช็คดูว่าข่าวนี้มีในสำนักข่าวอื่นๆ ด้วยไหม ถ้ามีหลายที่ลงข่าวเหมือนกัน ก็น่าจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าเจอแค่ที่เดียว อาจจะต้องสงสัยไว้ก่อน นอกจากนี้ ลองดูวันที่และเวลาที่ลงข่าวด้วยนะคะ บางทีอาจจะเป็นข่าวเก่าที่ถูกเอามาแชร์ใหม่ก็ได้ค่ะ
ถาม: ทำไมบางครั้งเห็นเพื่อนแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องใน Line Group?
ตอบ: เพื่อนเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจแชร์ข้อมูลผิดๆ หรอกค่ะ บางทีก็อาจจะรีบแชร์โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อน หรืออาจจะเชื่อคนที่ส่งต่อมาอีกทีโดยไม่ได้คิดอะไรมาก วิธีที่ดีที่สุดคือเตือนเพื่อนด้วยความหวังดีค่ะ บอกเขาว่าข้อมูลที่แชร์มาอาจจะไม่ถูกต้อง แล้วก็แนะนำให้เขาเช็คข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออื่นๆ ก่อนที่จะแชร์ต่อค่ะ
ถาม: มีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ไหนบ้างที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลเท็จได้?
ตอบ: มีหลายเว็บไซต์เลยค่ะที่ช่วยตรวจสอบข่าวปลอมได้ อย่างเช่น “Sure and Share Centre Thailand” ของสำนักข่าวไทย หรือเว็บไซต์อย่าง “โคแฟค” (COFACT) ที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลที่แชร์กันในโลกออนไลน์ นอกจากนี้ ถ้าเจอข่าวที่น่าสงสัย ลอง Google หาข้อมูลดูค่ะ อาจจะมีคนอื่นตรวจสอบข้อมูลนี้ไปแล้วก็ได้ค่ะ ถ้าเจอเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่น่าสนใจ ก็ลองศึกษาดูก่อนนะคะว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน
📚 อ้างอิง
Wikipedia Encyclopedia






